ยินดีต้อบรับสู่โลกเยอรมันนี

ก้าวข้ามเวลา กับเรื่องราวในอดีต

ประวัติศาสตร์อันยาวนาน

เเละยังคงยืนหยัด ตระการมาถึงทุกวันนี้

เรื่องราวในอดีต

ที่จะเป็นทั้งบทเรียน เเละบทป้องกันไม่ให้อนาคตได้ทำผิดพลาดอีก

คน สัตว์ สิ่งของ

ยืนยันจากเหตุการณ์ ว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า

วัฒนธรรม ความเป็นอยู่

คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ เพื่อให้อยู่รอดอย่างมีความสุข

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Posessessivpronomenจะเเสดงความเป็นเจ้าของอย่างไงดี


Posessessivpronomen

คือแกรมม่าที่บ่งบอกหรือแสดงความเป็นเจ้าของในประโยค ในขณะที่เราพูดหรือสนทนากัน ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นกรรม

เป็นประธานของประโยค หรือใช้แทนคำนำหน้านามได้


Posessessivpronomen จะมีโครงสร้างที่ตายตัว และจะต้องดู Personalpronomen หรือคำแทนตัวด้วยว่า อยู่ในฟอร์มไหน โครงสร้างและการผันสามารถแจกแจงแบบละเอียดได้ดังนี้

Ich
Mas.
Fem.
Neu.
Pl.
Nom
mein
meine
mein
meine
Akk
meinen
meine
mein
meine
Dat
meinem
meiner
meinem
meinen
Gen
meines
meiner
meines
meiner




Du
Mas.
Fem.
Neu.
Pl.
Nom
dein
deine
dein
deine
Akk
deinen
deine
dein
deine
Dat
deinem
deiner
deinem
deinen
Gen
deines
deiner
deines
deiner




Er/Es
Mas.
Fem.
Neu.
Pl.
Nom
sein
seine
sein
seine
Akk
seinen
seine
sein
seine
Dat
seinem
seiner
seinem
seinen
Gen
seines
seiner
seines
seiner



sie
Mas.
Fem.
Neu.
Pl.
Nom
ihr
ihre
ihr
ihre
Akk
ihren
ihre
ihr
ihre
Dat
ihrem
ihrer
ihrem
ihren
Gen
ihres
ihrer
ihres
ihrer



Wir
Mas.
Fem.
Neu.
Pl.
Nom
unser
unsere
unser
unsere
Akk
unseren
unsere
unser
unsere
Dat
unserem
unserer
unserem
unseren
Gen
unseres
unserer
unseres
unserer



ihr
Mas.
Fem.
Neu.
Pl.
Nom
euer
euere
euer
euere
Akk
eueren
euere
euer
euere
Dat
euerem
euerer
euerem
eueren
Gen
eueres
euerer
eueres
euerer



Sie
Mas.
Fem.
Neu.
Pl.
Nom
ihr
ihre
ihr
ihre
Akk
ihren
ihre
ihr
ihre
Dat
ihrem
ihrer
ihrem
ihren
Gen
ihres
ihrer
ihres
ihrer

Mein/meine  ของฉัน

Dein/deine    ของเธอ

Sein/seine     ของเขา

Ihr/ihre          ของหล่อน

Unser/unsere   ของพวกเราทั้งหลาย

Euer/euere   ของพวกเขา ของพวกคุณทั้งหลาย

Ihr/ihre         ของคุณ ของท่าน ของท่านทั้งหลาย

จากโครงสร้างด้านบน เราสามารถทำความเข้าใจเองได้ด้วยการสังเกตคำสรรพนาม หรือบทสนทนาในแต่ละประโยค แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Posessessivpronomen จะทำหน้าที่เป็นเจ้าของในบางสิ่งบางอย่างหรือบางสถานการณ์เสมอ

ตัวอย่างประโยค

ประโยคที่มี Posessessivpronomen รวมอยู่ในประโยค ซึ่งทุกคนสามารถสังเกตได้ว่า Posessessivpronomen จะทำหน้าที่เป็นได้ทั้ง คำนำหน้านาม ที่แสดงความเป็นเจ้าของในตำแหน่งที่หนึ่งหรือเป็นประธานของประโยค

Meine Mutter hat heute Geburstag

Dein Mann arbeite nicht mehr bei uns.

Sein Auto ist kaputt.

ihr Handy hat kein Akku mehr.

Unser Haus ist im moment leer.

Ihre Frau ist schoen.

ประโยคที่มี Posessessivpronomen ทำหน้าที่เป็นกรรมในประโยค แต่ก็ยังคงทำหน้าที่แสดงความเป็นเจ้าของอยู่เหมือนเดิม ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งที่สามของประโยคเสมอ ไม่ว่าจะเป็นประโยคคำถาม หรือประโยคบอกเล่าก็ตาม เช่น

Das ist mein Buch.

Ist das deine Frau?

Ist das sein Hund?

Das ist ihr Mann.

Sind das unsere Wohnung?

Das sind eueres Essen?

Ist das ihr Mann?

แหล่งอ้างอิง :ภาษามัน มันกับครูอ้อม  จุลสารชาวไทย ฉบับที่ 200 ปีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 หน้า39






วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ล่มสลายกำเเพงเบอร์ลิน(ตอนที่3)

ตั้งเเต่ค.ศ.1980 ชาวเมืองไลพ์ซิก จัดการอธิษฐานร่วมกันเพื่อสันติภาพ เป็นครั้งเเรก ที่โบสถ์นิโคไล ทุกวันจันทร์ เพื่อให้หลุดพ้นจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน มีการอธิษฐานต่อเนื่องกัน 10 วันเเละจัดเป็นประจำทุกปี จนโบสถ์เเห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมของการอธิษฐานเพื่อสันติภาพ จนกระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.1989 หลังงานฉลองครบรอบ 40 ปี ประเทศเยอรมันตะวันออก เพียง 2 วัน ชาวเมืองได้ร่วมกันเดินขบวนเพื่อมาร่วมอธิษฐานที่โบสถ์เเห่งนี้
มีบาทหลวงคริสเตียน ฟืห์เรอร์ เป็นผู้นำจุดเทียนอธิษฐาน อย่างสันติ จนเเพร่หลายไปยังเบอร์ลิน เดรสเดน เเละเมืองอื่นๆเกิดเป็นคลื่นมหาชนที่มารวมตัวกัน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลได้รับความกดดันอย่างมาก
       ทั้งคลื่นประชาชน ที่หนีเข้ามาทางประเทศฮังการี ผ่านเข้าประเทศออสเตรีย จนมาถึงเยอรมันตะวันตก คลื่นลูกใหญ่ ล่าสุดคือหนีเข้ามาทางประเทศเชคโกสโลวาเกีย เเล้วพยายามเข้าไปในสถานฑูตเยอรมันมากขึ้น จากร้อยเป็นพัน เเออัดยัดเยียดกัน ราวกับคนหนีภัยสงคราม หน่วยกาชาดเเละองค์กรการกุศลต่างๆจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จนกระทั่ง ในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.1989 นาย ฮันส์ ดีทริค เกนเชอร์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ประกาศอนุญาตให้ทุกคนที่เข้ามาในสถานฑูต เดินทางเข้าไปอยู่ในเยอรมันตะวันตกได้ ประชาชนต่างโห่ร้อง เเสดงความยินดี รวมทั้งประชาชนเยอรมันตะวันตกเเละตะวันออก ที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ด้วย
      ตอนเย็นวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1989 เมื่อ นายกืนเตอร์ ชาโบว์สกี้( Günter Schabowski, 85 ขณะนั้นดำรงตำเเหน่งเลขาธิการเเละโฆษกของพรรคสังคมนิยม ซึ่งเทียบได้กับตำเเหน่งโฆษกของรัฐบาล)
เเถลงข่าวในรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า รัฐบาลเยอรมันตะวันออกได้เปลี่ยนเเปลงนโยบาย เกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศ โดยยอมให้ประชาชนทุกคนสามารถขออนญาตเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังจะออกวีซ่าให้กับทุกคนที่ต้องการออกจากประเทศอย่างถาวร  เเละจะเพิกถอนออกจากประเทศอย่างถาวร เเละจะเพิกถอนการจำกัดการเดินทางข้ามพรมเเดนเยอรมันนีสองประเทศ
      มีนักข่าวชาวอิตาลีถามว่า มีผลใช้เมื่อไร เขาตอบว่า ทันที
      นี่เป็นสาเหตุให้เกิดคลื่นประชาชนเดินทางไปยังกำเเพงเบอร์ลิน จนไม่สามารถยับยั้งได้อีกต่อไป รัฐบาลจึงจำเป็นต้องประกาศเปิดกำเเพงในคืนนั้น(https://www.welt.de/geschichte/article123464220/Der-Mann-der-versehentlich-die-Mauer-oeffnete.html)
      มีการนำเหตุการณ์มาวิเคราะห์ ในภายหลังพอสรุปได้ว่า ตามปกติ นักการเมืองรัฐบาลคอมมิวนิสต์ จะให้นักข่าวเขียนคำถามส่งไปก่อนล่วงหน้า เพื่อเตรียมคำตอบก่อนที่จะให้นักข่าวสัมภาษณ์ เเต่ในวันนั้นเป็นการเเถลงข่าวสด เเล้วตามด้วยการตอบคำถาม โดยไม่ได้มีการเตรียมล่วงหน้า การที่นายชาโบว์สกี้ตอบออกมาว่า ทันที นี้ เป็นความเข้าใจผิดของเขาเอง เนื่องจากในช่วงนั้นเเรงกดดันของประชาชนต่อรัฐบาลสูงมาก ทั้งรัฐบาลเชคโกสโลวาเกีย ก็เร่งรัดให้เเก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นจะทำการปิดเขตเเดน
ทำให้มีรัฐบาลเยอรมันตะวันออก เร่งการออกกฎระเบียบใหม่ เกี่ยวกับการออกนอกประเทศของประชาชน มีการประชุมเร่งด่วนของผู้นำทางเมืองหลายครั้ง รวมทั้งความบกพร่องของการสื่อสาร ภายในระบบราชการ ทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน จนเกิดความเข้าใจผิด จึงนับว่าเป็นความบังเอิญ ที่ส่งผลให้เกิดการเปิดกำเเพง โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อของประชาชนเเต่อย่างใด เเละในที่สุดก็ลงเอยอย่างดีที่สุด คือการรวมประเทศ เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี ไม่มีเยอรมันตะวันตก เเละตะวันออกอีกต่อไป


เเหล่งข้อมูล: วิกิพีเดีย เยอรมันเเละไทย
หนังสืออ้างอิง Die Mauer Berlin 1961-1989
สำนักพิมพ์ Schikkus
จุลสารชาวไทย Schau-Thai ฉบับที่ 200 ปีที่ 18 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 หน้า28-29

กำเนิดกำเเพงเบอร์ลิน(ตอนที่2)

กำเเพงเบอร์ลิน มีความยาวทั้งหมด 155 กม. สูง 3.6 เมตร บางส่วนมีรั้วเหล็กเสริมข้างบนอีก รวม 66.5 กิโลเมตร ป้อมรักษาการ 302 เเห่ง เครื่องส่งสัญญาณที่ติดตามกำเเพง 127 จุด

เเละทางเดินรอบๆกำเเพง สำหรับทหารยาม เเละสุนัข คอยเดินตรวจตราอีก 259 สาย
       ประชาชนในกรุงเบอร์ลินจึงถูกเเบ่งเเยกจากกันอย่างสิ้นเชิง พ่อเเม่พี่น้อง ผัวเมีย ถูกพรากจากกัน โดยทันทีทันใด ว่ากันว่าหากเยอรมันตะวันออกไม่สร้างกำเเพง(หรือรักษาชายเเดน ไม่ให้คนเข้าออกอย่างเคร่งครัด เเบบเอาเป็นเอาตาย)
จะต้องกลายเป็นเมืองร้าง เพราะคนย่อมอยากอพยพไปอยู่ในที่ ที่ดีกว่าประชาชนที่ยอมอยู่ ก็น่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยที่ถูกล้างสมอง หรือกลุ่มนักการเมือง ข้าราชการ พรรคคอมมิวนิสต์ที่เคยอยู่อย่างสุขสบาย มีอำนาจเหนือประชาชนเท่านั้น

       บริเวณเขตเเดนอื่น รั้วกั้นเขตเเดนเป็นเพียงขั้วรวดหนาม ไม่ใช่กำเเพง มีป้อมยาม รักษาเขตเเดนเป็นระยะ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดข้ามเขตเเดนออกไป
ทหารยามได้รับคำสั่งให้ยิงผู้ลักลอบหนีออกจากเยอรมันตะวันออก จึงมีชื่อเรียกเขตเเดนนั้นว่าเส้นตาย
       มีคนบาดเจ็บเเละตายเป็นจำนวนมาก(จำนวนผู้เสียชีวิต ไม่มีใครทราบจำนวนเเน่นอน คาดว่าอาจถึง 206 ราย เเต่ที่ได้รับการบันทึกไว้ 136 ราย)
      การหลบหนีที่โด่งดังที่สุดก็คือ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1962 เพเตอร์ เฟชเตอร์ อายุ 18 ปี ถูกยิง
เเละทหารเยอรมันตะวันออกปล่อยให้เลือดไหลจนตาย ต่อหน้าสื่อมวลชนตะวันตก นับว่าเป็นเรื่องหนึ่ง ในบรรดาเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดใจมากมาย เกี่ยวกับการหลบหนีออกจากดินเเดนคอมมิวนิสต์
      ในค.ศ.1964 มีการวางเเผนการหนีอย่างรัดกุม เเละประสบผลสำเร็จ นั่นคือ มีการเจาะอุโมงค์ใต้ดินจากตะวันออก มาตะวันตก ที่มีความยาวถึง 145 เมตร ความลึก 12 เมตร เเละความสูงของอุโมงค์เพียง 80 เซนติเมตร ใช้เวลาขุดครึ่งปี มีผู้หนีออกมาได้ 57 คน
      ผู้หลบหนีรายสุดท้ายที่ถูกยิงตาย คือ นายคริส กูฟฟรอย
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1989
      คำพูดของอดีตประธานธิบดี ประเทศสหรัฐอเมริกา จอห์น เอฟ เคเนดี้
ให้กำลังใจชาวเยอรมัน ที่ถูกกำเเพงเบอร์ลินเเบ่งเเยกออกจากกัน เมื่อคราวกล่าวคำปราศรัย ในโอกาสที่ไปเยือนเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1963 ว่า
       ผมเป็นชาวเบอร์ลินคนหนึ่ง

จึงกลายเป็นประโยค ประวัติศาสตร์ เเละทำให้เขาได้รับความนิยมชมชอบจากชาวเยอรมัน
       ทั้งนี้ ก็เพราะกำเเพงเบอร์ลิน เป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น ที่กั้นระหว่างเยอรมันตะวันตก ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังเเละเยอรมันตะวันออกซึ่งมีสหภาพโซเวียตรัสเซียหนุนหลัง...

เเหล่งข้อมูล: วิกิพีเดีย เยอรมันเเละไทย
หนังสืออ้างอิง Die Mauer Berlin 1961-1989
สำนักพิมพ์ Schikkus
จุลสารชาวไทย Schau-Thai ฉบับที่ 200 ปีที่ 18 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 หน้า28-29

ก่อกำเนิดกำเเพงเบอร์ลิน(ตอนที่1)

อิสรภาพนั้นสำคัญ เเละยิ่งใหญ่เพียงใด
คงไม่มีตัวอย่างเหตุการณ์ใดที่ชัดเจน เท่ากับเหตุการณ์ถูกริดรอน อิสรภาพในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่2 ในประเทศเยอรมันนีอีกเเล้ว ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นจริง เเละนำมาใช้เป็นข้อคิดใน ในการดำเนินชีวิต เเละปรับปรุง พัฒนา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้นอีกในอนาคตได้อีก เพียงเเต่เราจะรู้จักปรับ เเละนำมันกลับมาใช้ หรือเลือกที่จะลืมเรื่องราว
เจ็บปวดในอดีต เเล้วปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านั้น ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีก การเเกล้งลืม บางครั้งก็กลายเป็นการ เริ่มต้นสร้างอนาคตที่เจ็บปวดอีกครั้ง บทความนี้จะย้อนเหตุการณ์สำคัญในอดีตของประเทศเยอรมันนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้เห็นภาพ เเละเข้าใจว่าทำไมผู้คนจึงยอมเอาชีวิตเข้าเเลก เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพอีกครั้ง
ความคิดเเปลกๆ ในการหาหนทาง เเละวิธีการหนีออกจากดินเเดนคอมมิวนิสต์
สงครามไม่ได้จบลง หลังการประกาศ เเต่ผลพวงหลังสงครามนั่นเเหละ คือความจริงที่ผู้เหลือรอด ต้องช่วยกันรับผิดชอบ เเละอยู่ให้ได้
     หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939 -1945 ) ประเทศเยอรมัน เเบ่งออกเป็นสองประเทศ คือ เยอรมันตะวันออก
หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน Deutsche Demokratische Republick เรียกชื่อย่อๆว่า DDR )
ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ เเละเยอรมันตะวันตก หรือ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี้ Bundes Republik Deutschland  เรียกชื่อย่อว่า BRD ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
    ประชาชนเยอรมัน ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ถูกจำกัดเสรีภาพ หากออกความคิดเห็นไปในเเนวทางที่ขัดกับรัฐบาล ก็จะถูกสายลับคอยจับตาดูความเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมาเมื่อมีพยานหลักฐานก็จะถูกจับกุม ในฐานที่กระทำการเป็นภัยต่อชาติ บ้านเมือง คนที่มีญาติพี่น้องอยู่ทางเขตตะวันตก มักจะได้รับของกิน ของใช้ รวมทั้งเสื้อผ้า เด็กๆก็จะได้รับช๊อคโกเเล๊ต ที่ส่งไปให้ทางไปรษณีย์
   ยิ่งประชาชนอยู่ใต้ระบบการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ นานขึ้นเท่าไร ความกดดันก็ทวีขึ้นมากเท่านั้น จำนวนประชาชนที่พยายามหนีออกมาจากเขตตะวันออกจึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่เสี่ยงต่อชีวิต เเละการถูกจับกุม ซึ่งหมายถึงการสอบสวน ข่มขู่ เเละเเน่นอนว่าในการตัดสินคดี ข้อหากระทำการอันเป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง ไม่มีใครคิดจะพึ่งพา หรือเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้ เพราะอยู่ใต้อำนาจของนักการเมือง

    อีกทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งเเวดล้อม ต่างๆเขตตะวันออกก็ด้อยกว่าตะวันตกมาก เเละนับวันความเเตกต่างก็จะมากขึ้นทุกที ทั้งรัฐบาลก็ไม่สามารถจะสร้างภาพปกปิดประชาชนได้อีกต่อไป เพราะการติดต่อ ส่งข่าวสารที่พัฒนาขึ้นทุกวันเช่นทางวิทยุเเละโทรทัศน์
      จนกระทั่งมีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1953 เเต่ตอนนั้นทหารก็ทำการปราบปรามประชาชนได้
ด้วยความช่วยเหลือทางการทหารจากสหภาพ โซเวียตรัสเซีย มีประชาชนเสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บเเละถูกจับเป็นจำนวนมาก
      รัฐบาลเผด็จการ คอมมิวนิสต์ ทราบดีถึงปัญหา ที่ประชาชนต้องการอิสรภาพในการเเสดงความคิดเห็น เเละการที่จะออกไปท่องเที่ยวในโลกกว้าง หรือจริงๆเเล้วได้กลับไปพบปะลูกหลาน ญาติพี่น้อง สามีหรือภรรยา ที่เยอรมันตะวันตก ยิ่งนับวัน คลื่นการหนีของประชาชนจากตะวันออกสู่ตะวัน ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะที่กรุงเบอร์ลิน
      ตั้งเเต่ ค.ศ.1945 ถึง 1961 มีจำนวนผู้คนที่อพยพจากตะวันออกสู่ตะวันตก ถึง 3.6 ล้านคน
เฉพาะเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1960 ทำสถิติสูงสุดถึง 30,415 คน
      ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ.1961 เพียงเวลาชั่วข้ามคืน กำเเพงเบอร์ลินก็ถูกสร้างขึ้น เริ่มจากการวางรั้วลวดหนามก่อน ไม่กี่วันก็ทุ่มกำลัง ทั้งตำรวจ ทหาร เเละคนทั่วไป รวมเเล้วกว่าหมื่นคน

ก่อกำเเพงกั้นเขตเเดนเสร็จคนที่เป็นเจ้าความคิดในการสร้างกำเเพงเบอร์ลิน ก็คือนาย Walter Ulbricht ผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันตะวันออก ที่ได้ไฟเขียวจากนาย Nikita Chrushtschow ผู้นำของโซเวียตฯ...
เเหล่งข้อมูล: วิกิพีเดีย เยอรมันเเละไทย
หนังสืออ้างอิง Die Mauer Berlin 1961-1989
สำนักพิมพ์ Schikkus
จุลสารชาวไทย Schau-Thai ฉบับที่ 200 ปีที่ 18 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 หน้า28-29